บทแผ่เมตตาการแบ่งปันความปรารถนาดีให้กับตัวเอง และผู้อื่นด้วยจิตที่บริสุทธิ์

80

บทแผ่เมตตาคือการแบ่งปันความปรารถนาดี ความรักให้กับผู้อื่นทั้งเพื่อนมนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลาย ได้แก่ เทวดา และสรรพสัตว์ ให้มีความร่มเย็นเป็นสุขโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของผู้แผ่เมตตา

บทแผ่เมตตา

การสวดบทแผ่เมตตาสามารถทำเมื่อไหร่ ตอนไหนเวลาใดก็ได้ แต่มักจะนิยมทำหลังจากสวดมนต์หรือเจริญสมาธิเสร็จ เพื่อให้ได้รับอานิสงส์สูงสุด และการแผ่เมตตาที่จะทำให้เกิดผลต่อการพัฒนาจิตที่ดีควรแผ่เมตตาให้ตนเองก่อน แล้วจึงผาให้ผู้อื่น

ซึ่งการสวดแผ่เมตตานั้นหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 แบบคือการสวดแผ่เมตตาให้กับตัวเอง และแผ่เมตตาให้กับคนอื่น และควรเริ่มต้นด้วยการแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน โดยอานิสงส์ที่จะได้รับจากการสวดทั้ง 2 แบบก็แตกต่างกันไปดังนี้

ประโยชน์ของ อานิสงส์แห่งการ สวดแผ่เมตตาให้กับตัวเอง

  1. นอนเป็นสุข – คือนอนหลับสนิท มีลักษณะท่าทางการนอนเรียบร้อย มีความงดงาม น่าเลื่อมใส ไม่นอนดิ้น นอนกลิ้ง
  2. ตื่นเป็นสุข – คือหลังจากตื่นนอนมีแต่ความแจ่มใส สดชื่นเบิกบานเหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มบาน ไม่ตื่นขึ้นมามีแต่อาการขุ่นมัว ได้แต่ถอนหายใจ
  3. ไม่ฝันร้าย – คือไม่ฝันถึงสิ่งไม่ดี ไม่ฝันเห็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว เช่นผีหลอก ถูกทำร้าย ถูกปล้น หรือตกเหวเป็นต้น หากจะมีความฝันก็ล้วนฝันเห็นสิ่งที่ดีเช่น ได้ทำบุญ ไหว้พระ หรือไปในสถานที่งดงาน และเป็นมงคล
  4. จิตเป็นสมาธิเร็ว – คือเมื่อเจริญกรรมฐานจนจิตสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิเร็ว
  5. ผิวหน้าผ่องใส- คือหน้าตามีผิวพรรณมีแต่ความเปล่งปลั่งเต็มไปด้วยความสดใส
  6. ไม่หลงตาย – คือเมื่อถึงคราวที่ต้องจากโลกนี้ไปจะตายอย่างสงบ ไม่ทรมานทุรนทุราย เหมือนคนนอนหลับนิ่ง ๆ อย่างมีความสุข

ประโยชน์ของ การสวดบทแผ่เมตตาให้กับผู้อื่น

  1. ผู้ที่แผ่เมตตาเป็นประจำจะมีจิตใจอ่อนโยน เยือกเย็นลง
  2. เป็นแสงส่องทางนำให้โลกเกิดสันติสุข
  3. ผู้ได้รับการแผ่เมตตาจะมี จิตอ่อนโยน ความเยือกเย็น และรับความสุขทางใจไปด้วย
  4. ผู้ที่แผ่เมตตา จะคิดถึงส่วนรวมก่อนตนเอง ทำให้เกิดสังคมที่ และกลายเป็นผู้ให้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

การสวดบทแผ่เมตตา เป็นความ และปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล หากใครหวังที่จะพบความสุขสงบภายในจิตใจของตัวเอง และประสงค์เป็นที่รักเป็นที่นับถือของผู้อื่น ควรหมั่นสวดแผ่เมตตาเป็นประจำ ดีกว่าไปพึ่งสิ่งที่มองไม่เห็น หรือไสยศาสตร์ เพราะอานิสงส์ผลบุญที่แท้จริงล้วนเกิดจากตัวเราเป็นผู้ปฏิบัติทั้งสิ้น