มารู้จัก ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) อาการ การรักษาและวิธีป้องกัน

9

เด็กเล็กเจ็บป่วยง่าย ยิ่งช่วงนี้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ทำให้แพทย์ต้องออกมาเตือนผู้ปกครองให้ระวังเจ้าเชื้อตัวนี้ให้มากๆ หากไม่อยากให้ลูกน้อยต้องนอนโรงพยาบาล

 

ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นไวรัสที่ส่งผลให้เกิดโรคได้ในหลายระบบของร่างกาย มีอาการได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องเสีย ตาแดง ความรุนแรงมีได้ตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงมาก พบอัตราการป่วยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยมีอาการรุนแรงจะพบในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจหรือระบบหัวใจที่ผิดปกติ โดยไวรัสอะดีโนนี้สามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี ไม่สัมพันธ์กับฤดูกาลใดๆ  

ไวรัสอะดีโนติดต่อได้อย่างไร ? ไวรัสอะดีโนสามารถติดต่อได้หลายวิธี เช่น จากการไอ จามใส่กันในระยะใกล้ๆ หรือติดต่อทางอาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เชื้อไวรัสอะดีโนมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วันตามพื้นผิวสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สามารถถูกกำจัดได้โดยความร้อนสูง สารเคมีฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และสารฟอกขาว 

อาการเป็นอย่างไร ? เนื่องจากไวรัสอะดีโนส่งผลกระทบให้เกิดโรคได้ในหลายระบบ อาการจึงแตกต่างกันไปตามระบบของร่างกายที่มีการติดเชื้อ โดยมักมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บหู ตาแดง หรือท้องเสีย หากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน อาจมีอาการรุนแรง ได้ ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตอาการ หากเด็กมีอาการซึม ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม  

การวินิจฉัยของแพทย์ แพทย์จะทำการเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก คอ หรือขี้ตา เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือตรวจหาเชื้อทางอุจจาระ 

รักษาอย่างไร ? รักษาตามอาการที่เป็น เพราะยังไม่มียารักษาโดยตรง พ่อแม่ต้องดูแลให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยดูดน้ำมูกหรือล้างจมูก ให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้สูง หากอาการรุนแรง ควรต้องพามาพบกุมารแพทย์เพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ พ่นยาขยายหลอดลม หรือให้ออกซิเจน  

การป้องกันเชื้อไวรัสอะดีโน วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ และรักษาความสะอาดภายในบ้าน อาทิ เช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้ ของเล่นของลูก หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย รวมทั้งสอนให้ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษเวลาไอหรือจามด้วย  

เชื้อไวรัสอะดีโนจัดเป็นเชื้อโรคที่น่ากลัวสำหรับเด็กๆอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของลูกอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อต้องออกไปข้างนอกอย่าลืมสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันไว้ก็ยิ่งดี และที่สำคัญเน้นเรื่องความสะอาดให้มากๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อได้อย่างแน่นอน