อุปสรรคที่พบจริงมักเป็นเรื่องของแหล่งข้อมูลที่มีช่องว่าง เอกสารสูญหาย การบันทึกที่มีอคติ และการตีความย้อนหลังจากมุมมองคนรุ่นหลัง การแยกแยะระหว่างหลักฐานเชิงเหตุการณ์กับการตีความเชิงคุณค่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสองอย่างนี้ให้คำตอบต่างกันและนำไปสู่การเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน
เมื่อเผชิญกับช่องว่างและอคติ ทางเลือกมีหลายระดับ ตั้งแต่ยอมรับความไม่แน่นอนและนำเสนอหลายมุมมอง ไปจนถึงการค้นหาแหล่งข้อมูลทดแทน เช่น พยานวัตถุ งานโบราณคดี หรือบันทึกจากชุมชนท้องถิ่น การใช้ชุดหลักฐานที่หลากหลายช่วยลดน้ำหนักของอคติแต่ก็ไม่อาจขจัดความไม่แน่นอนได้ทั้งหมด ทางเลือกของนักอ่านจะสะท้อนความพอใจต่อความไม่แน่นอนนั้น
เมื่อประเมินผล จึงควรถามว่าเป้าหมายของการอ่านประวัติศาสตร์คือการเข้าใจเหตุการณ์ตามบริบทดั้งเดิม การสืบหาที่มาของปัญหา หรือการหาแรงบันดาลใจจากอดีต แต่ละเป้าหมายมีจุดตรวจที่ต่างกัน เช่น ตรวจความต่อเนื่องของแหล่งข้อมูล เปรียบเทียบพยานหลายแขนง และพิจารณาขอบเขตของข้อสรุป คุณคิดว่าเมื่ออ่านประวัติศาสตร์แล้วอยากให้ภาพอดีตตอบคำถามอะไรบ้าง?









